20สุดยอดทีมในประวัติศาสตร์ลีกยุโรป

20สุดยอดทีมในประวัติศาสตร์ลีกยุโรป

MM88UP
สมัคร MM88

สโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสร์ดูจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะถูกยกย่อง

20สุดยอดทีมในประวัติศาสตร์ลีกยุโรป ในยุคปัจจุบัน เริ่มเป็นเรื่องปกติแล้วที่เราจะเห็นบรรดายอดทีมยักษ์ใหญ่คว้าแชมป์รายหลายรายการมาครองได้ในทุก ๆ ฤดูกาล ช่องว่างของความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จเริ่มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ การคว้าแชมป์รายการใหญ่เพียง 1 ใบ อาจไม่เพียงพอที่กุนซือจะการันตีตำแหน่งงานของพวกเขาอีกต่อไป

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ทั้ง บาร์เซโลนา, เรอัล มาดริด, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล ล้วนต่างเคยผ่านการครองความยิ่งใหญ่ในลีกของพวกเขามาแล้วทั้งนั้นในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน การเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสร์ดูจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะถูกยกย่อง แล้วฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแต่ละสโมสรละมีช่วงไหนกันบ้าง?

เอซี มิลาน – ฤดูกาล 1993-94

เอซี มิลาน ชุดคว้าเทรเบิลแชมป์ในฤดูกาล 1993-94 นับเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่น่าจดจำมากที่สุดฤดูกาลหนึ่งในประวัติศาสาตร์สโมสรฟุตบอล

ภายใต้การคุมทีมของ  ฟาบิโอ คาเปลโล, มิลาน คว้าแชมป์กัลโช เซเรีย อา โดยมีคะแนนนำห่างอันดับสองอย่างยูเวนตุส 3 คะแนน แม้พวกเขาจะทำไปได้เพียง 36 ประตูจาก 34 เกมในลีกเท่านั้น มีแค่เพียง 4 ทีมที่ทำประตูได้น้อยกว่าพวกเขา และ สองทีมในนั้นตกชั้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยรากฐานเกมรับอันแข็งแกร่งที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้การนำทีมของ เปาโล มัลดินี และ ฟรังโก้ บาเรซี ที่เรียกได้ว่าล็อคตายหน้าประตู ขณะที่พวกเขากำลังฉายแสงในเวทียุโรป มิลานกดรวม 7 ประตูใส่โคเปเฮเก้น และ 3 ประตูใส่ปอร์โต้และโมนาโกในรอบรองในเส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศไปพบกับชุดดรีมทีมของบาร์เซโลนา ภายใต้การคุมทีมของ โยฮัน ครัฟฟ์

ในเกมนั้น โรมาริโอ, สตอยคอฟ, คูมัน และกวาร์ดิโอลา ถูกเก็บกวาดเรียบก่อนโดนไป 4-0 ในเกมที่มิลานปิดเกมได้ตั้งแต่ 60 นาทีของเกม นอกจากนั้นทีมของ คาเปลโล ยังคว้าแชมป์ ซูเปอร์โคปปา อิตาเลียนา ในฤดูกาลนั้น แม้พวกเขาจะพลาดแชมป์ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ และ อินเตอร์คอนติเนนทัล คัพ ก็ตาม

อาเอฟเซ อายักซ์ – ฤดูกาล 1971-72

อาแย็กซ์ กลายเป็นทีมยุโรปทีมที่สองที่คว้าเทรเบิลแชมป์รายการทวีปในฤดูกาล 1971-72 โดยคว้าแชมป์อีเรดิวิซี, เคเอ็นวีบี คัพ และ ยูโรเปี้ยน คัพ

ชุดในตำนานที่นำทัพโดย โยฮัน คัฟฟ์, โยฮัน นีสเกนส์, อาร์โนลด์ มูห์เรน และ จอห์นนี เรป ภายใต้การคุมทีมของ สเตฟาน โควัชส์ แพ้เพียงแค่เกมเดียวเท่านั้นในลีก โดยพวกเขายิงได้ถึง 104 ประตูใน 34 เกมลีก และปิดฉากฤดูกาลด้วยการถล่มวิเทสส์ขาดลอย 12-1

ต่อด้วยเอาชนะ เอฟซี เดน ฮาก 3-2 คว้าแชมป์ เคเอ็นวีบี คัพ มาครองในบ้านของเฟเยนูร์ดคู่แค้นของพวกเขา ขณะที่ ดินาโม เดรสเดน, มาร์กเซย์, อาร์เซนอล และ เบนฟิก้า ถูกพวกเขาเขี่ยตกรอบในฟุตบอลยูโรเปี้ยน คัพ โดยเป็น คัฟฟ์ ทำ 2 ประตูพาทีมเอาชนะอินเตอร์ มิลาน ในรอบชิงฯ ทำยอดรวม 30 ประตูในฤดูกาลนี้ของเขา และพาทีมคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพสมัยที่ 2 มาครอง

อาร์เซนอล – ฤดูกาล 2003-04

อาร์เซนอล อาจจะคว้าแชมป์ได้เพียงรายการเดียวในฤดูกาล 2003-04 แต่ฤดูกาลไร้พ่ายในพรีเมียร์ลีกของพวกเขานั้นเป็นความสำเร็จหนึ่งเดียวที่ไม่มีใครเคยทำได้เหมือนพวกเขาในพรีเมียร์ลีก เธียร์รี อองรี, เดนนิส เบิร์กแคมป์, แพทริค วิเอรา รวมถึงบรรดานักเตะเพื่อนร่วมทีมถูกยกย่องให้เป็นทีมชุดที่แข็งแกร่งที่สุดในอาชีพการคุมทีมของ อาร์แซน เวงเกอร์

โดยแม้จะพลาดท่าตกรอบฟุตบอลถ้วยด้วยน้ำมือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ มิดเดิลสโบรห์ ในคอมมูนิตี้ ชิลด์ ด้วยน้ำมือ ยูไนเต็ด และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศโดยเชลซี ฤดูกาลแรกของ เวงเกอร์ เป็นการพาทีมคว้าแชมป์ลีกและเอฟเอ คัพ แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าฤดูกาลแชมป์ไร้พ่ายเป็นฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร

แอตเลติโก้ มาดริด – ฤดูกาล 1995-96

แม้ในวันนี้ แอตเลติโก้ มาดริด จะถูกปรับโฉมใหม่ให้เข้ากับฟุตบอลยุคปัจจุบันโดย ดีเอโก้ ซิเมโอเน แต่เขาไม่ได้สร้างมันขึ้นมาแบบไม่มีที่มาที่ไป ฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสโมสร เกิดขึ้นในฤดูกาล 1995-96 ภายใต้การคุมทีมของ ราโดเมียร์ แอนติช ซึ่งพวกเขาคว้าแชมป์ลาลีกาสเปนและโกปา เดล เรย์ มาครอง โดมี ซิเมโอเน เป็นหัวใจสำคัญของทีมชุดนี้

แอตเลติโก้ จบฤดูกาลด้วยตำแหน่งแชมป์ โดยมีคะแนนนำหน้า บาร์เซโลนา รองจ่าฝูง 4 คะแนน ขณะที่คู่ปรับร่วมเมืองอย่าง เรอัล มาดริด กระเสือกกระสนจบอันดับที่ 6 พลาดตั๋วฟุตบอลยูโรเปี้ยนรอบคัดเลือก แม้จะเป็นฝ่ายชนะในมาดริด ดาร์บี้ ทั้งสองครั้ง

พวกเขาเอาชนะบาเลนเซีย 6-5 สุดระทึกในเกมโกปา เดล เรย์ รอบรองชนะเลิศ ผ่านเข้าไปเอาชนะบาร์เซโลนา 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษได้สำเร็จ ทัพตราหมี ไม่ได้หวนกลับมาคว้าแชมป์ลีกอีกเลยจนกระทั่งในฤดูกาล 2013-14 ภายใต้การคุมทืมของ ซิเมโอเน ซึ่งพวกเขากลายเป็นทีมแรกที่คว้าแชมป์ลีกได้โดยไม่ใช่สองทีมเอล กลาซิโก้  ในรอบ 10 ปี

บาร์เซโลนา – ฤดูกาล 2008-09

ตอนที่ เป๊ป กวาร์ดิโอลา เลื่อนจากผู้จัดการทีมบาร์เซโลนา เบ ขึ้นมาคุมทีมชุดใหญ่ในปี 2008 แทบไม่มีใครคาดคิดเลยว่ามันจะเป็นฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลยุโรป บาร์ซากวาดล้างทุกอย่างตรงหน้า และนิยามแนวทางการเล่นฟุตบอลของพวกเขาและครองความยิ่งใหญ่มากที่สุดเท่าที่ทีม ๆ หนึ่งจะทำได้

ทีมของ กวาร์ดิโอลา เอาชนะ แอธเลติก บิลเลา คว้าแชมป์โกปา เดล เรย์ ก่อนคว้าแชมป์ลาลีกาสเปนในอีก 3 วันต่อมา และปิดท้ายด้วยการเอาชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่มีสุดยอดสามประสานอย่าง รูนีย์ , โรนัลโด้, เตเบซ 2-0 ในนัดชิงฯ แชมเปี้ยนส์ ลีก

ทีมชุดเทรเบิลแชมป์ยังไม่หยุดสร้างประวัติศาสตร์เท่านี้ ในฤดูกาลต่อมาพวกเขาคว้าแชมป์ซูเปอร์โกปา, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และสโมสรโลก ปิดฉากการคว้าแชมป์​ 6 รายการในปีปฏิทินเดียว บาร์ซาคว้าเทรเบิลแชมป์ได้อีกครั้งในฤดูกาล 2014-15 ด้วยการประสานงานของ MSN ที่บดขยี้ทีมในสเปนและยุโรปไม่มีชิ้นดี แต่ทีมของ กวาร์ดิโอลา ยังคงเป็นทีมชุดที่เก็บคะแนนได้มากที่สุด

บาเยิร์น มิวนิค – ฤดูกาล 2013-14

บาเยิร์น มิวนิค ฤดูกาล 2013-14 ถือเป็นหนึ่งในทีมชุดที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลเยอรมัน ทำลายสถิตินับไม่ถ้วนในเส้นทางการคว้า 4 แชมป์ของพวกเขาทั้ง บุนเดสลีกา, แชมเปี้ยนส์ ลีก, เดเอฟเบ-โพคาล และ เดเอฟแอล-ซูเปอร์คัพ

ทีมของ จุ๊ปป์ ไฮย์เกส คว้าแชมป์ลีกโดยมีคะแนนทิ้งห่างถึง 25 คะแนน(สถิติใหม่) เก็บไปได้ถึง 91 คะแนน (สถิติใหม่) คว้าแชมป์หลังผ่านไป 28 เกม (สถิติใหม่) ชนะ 29 จาก 34 เกม (สถิติใหม่) ทำประตูได้ในเกมลีกทุกนัด, ซึ่งเคยเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวก่อนหน้านี้

ทว่าแม้พวกเขาจะไม่เจองานง่ายในฟุตบอลถ้วย พวกเขาเอาชนะทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ในนัดชิงฯแชมเปี้ยนส์ ลีก, เดเอฟแอล-ซูเปอร์คัพ ในเส้นทางการคว้าแชมป์ในนัดชิงฯเหนือสตุ๊ทการ์ด โดยความสำเร็จที่น่าประทับใจที่สุดคือการคว้าแชมป์ แชมเปี้ยนส์ ลีก อาร์เยน ร็อบเบน ทำประตูในนาทีสุดท้ายที่เวมบลีย์ ส่งบาเยิร์นขึ้นแท่นทีมที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ณ เวลานั้น และลบล้างฝันร้ายในเกมพบเชลซีเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

เบนฟิก้า – ฤดูกาล 1960-61

เบนฟิก้า คว้าเทรเบิลแชมป์ในประเทศในฤดูกาล 2013-14 แต่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขาคือการคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ สองปีติดต่อกัน ในปี 1961 และ 1962 ภายใต้การคุมทีมของกุนซือระดับตำนานอย่าง เบลา กัตต์มันน์ ถ้วยใบแรกมาจากปีที่พวกเขาคว้าดับเบิ้ลแชมป์ด้วยแชมป์ลีกและยูโรเปี้ยน คัพ โดยแนวรุก โชเซ อากวส ระเบิดฟอร์มกดไป 43 ประตูในทุกรายการ ซึ่งฤดูกาลนั้นเป็นฤดูกาลแรกที่ ยูเซบิโอ มีส่วนร่วมในทีมเป็นฤดูกาลแรกอีกด้วย

เบนฟิก้า เริ่มต้นฤดูกาลด้วยการชนะไปถึง 12 จาก 13 เกมแรก และพวกเขาเอาเฉือนสปอร์ติ้ง  ลิสบอน คว้าแชมป์ลีก โดยมีคะแนนนำหน้า 4 คะแนน และแพ้เพียงแค่ 2 นัดตลอดทั้งปี พวกเขาแพ้สุดช็อคต่อ วิตอเรีย เซตูบัล 4-5 ในฟุตบอลโปรตุเกส คัพ แต่มันก็ถูกทดแทนด้วยการเอาชนะบาร์เซโลนาในนัดชิงชนะเลิศยูโรเปี้ยน คัพ

กัตต์มันน์ ตำนานฮังการี สร้างชื่อเหนือเพื่อนร่วมชาติของเขาอย่าง ลาสซิโอ้ คูบาลา, ซานดอร์ คอสซิล และ ซอลตัน ซีบอร์ ในเกมที่เบนฟิก้าเอาชนะ 3-2 ก่อนมาย้ำด้วยการชนะเรอัล มาดริด 5-3 ในฤดูกาลต่อมา แม้ราาชันชุดขาวจะได้ เฟเรนซ์ ปุสกัส ทำแฮตทริกในเกมนั้นก็ตาม

โบรุสเซีย ดอร์ทมนุด์ – ฤดูดาล 2011-12

ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของโบรุสเซีย ดอร์ทมนุด์ อาจเป็นการคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในฤดูกาล 1996-97 แต่การคว้าดับเบิ้ลแชมป์ในประเทศในฤดูกาล 2011-12 ภายใต้การคุมทีมของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ก็เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จครั้งใหญ่ในการครองความยิ่งใหญ่ในประเทศ

แม้จะเริ่มต้นไม่สวยนัก หลังพวกเขาแพ้จุดโทษในเดเอฟแอล-ซูเปอร์คัพ ต่อคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง ชาลเก้ 04 และเก็บได้เพียง 7 คะแนนจาก 6 นัดแรกในบุนเดสลีกา แต่หลังจากความพ่ายแพ้ต่อฮันโนเวอร์ ในวันที่ 11 กันยายน พวกเขาก็ไม่แพ้เกมในประเทศอีกเลย

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ระเบิดฟอร์มกด 30 ประตู พาทีมเก็บ 81 คะแนน โดยการออกสตาร์ทฤดูกาลที่ไม่ดีนักส่งผลต่อเกมยุโรปของพวกเขาเช่นกัน โดยจบอันดับสุดท้ายในรอบแบ่งกลุ่มแชมเปี้ยนส์ ลีก แต่หลังจากจำกัดฟอร์มที่ไม่คงเส้นคงวาออกไป พวกเขาก็ไม่เคยหันกลับมามองอดีตอีกเลย

เชลติก – ฤดูกาล 1966-67

การคว้าเทรเบิลแชมป์ในประเทศดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ง่ายดายสำหรับเชลติกไปแล้วในปัจจุบันนี้ แต่ไม่มีปีไหนที่จะมาเทียบเคียงการคว้าเทรเบิลแชมป์ยุโรปของพวกเขาในปี 1966-67 ได้เลย ภายใต้การคุมทีมของ จ็อค สเตน เชลซีคว้าแชมป์ทุกรายการที่พวกเขาเข้าร่วม ไม่ใช่เพียงแค่แชมป์ลีก, แชมเปี้ยนส์ ลีก และสก็อตติช คัพ แต่พวกเขายังคว้าแชมป์ สก็อตติช ลีก คัพ, กลาสโกว์ คัพ และทำประตูรวม 196 ประตูใน 5 รายการ

พวกเขาเอาชนะเรนเจอร์สใน สก็อตติช คัพ แบบไม่ยากเย็น แต่จุดพีคของพวกเขาคือวันที่ 25 พฤษภาคม 1967 ที่พวกเขาเอาชนะอินเตอร์ มิลาน 2-1 คว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ไปครอง

เชลซี – ฤดูกาล 2009-10

วันที่มีความสุขที่สุดของเชลซีอาจจะเกิดขึ้นในเมืองมิวนิคในปี 2012 แต่การคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีก ของพวกเขาเกิดขึ้นในฤดูกาลที่ฟอร์มของทีมไม่คงเส้นคงวา และจบเพียงอันดับ 6 ในพรีเมียร์ลีกเท่านั้น หลังสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกและเอฟเอ คัพ ภายใต้การคุมทีมของคาร์โล อันเชล็อตติ ได้ในสองฤดูกาลก่อนหน้านั้น

ดิดิเยร์ ดร็อกบา ระเบิดฟอร์มกด 37 ประตูรวมทุกรายการ ด้าน แฟรงค์ แลมพาร์ด ทำไป 26 ประตู ขณะที่ ฟลอร็องต์ มาลูด้า และ นิโกลาส์ อเนลก้า ทำไปคนละ 15 ประตู อีกทั้ง เชลซี ยังทำลายสถิติกด 103 ประตูในลีก และปาดหน้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ลีกด้วยคะแนนนำ 1 คะแนน ในเกมสุดท้ายที่ถล่มเอาชนะวีแกน 8-0

พวกเขาเฉือนเอาชนะพอร์ทสมัธ 1-0 ในนัดชิงฯเอฟเอ คัพ โดย ดร็อกบา ราชานักทำประตูเกมใหญ่ที่เวมบลีย์

อินเตอร์ มิลาน – ฤดูกาล 2009-10

อินเตอร์ มิลาน เป็นเพียงแค่ทีมเดียวที่คว้าเทรเบิลแชมป์ยุโรปได้ภายใต้การคุมทีมของ โชเซ มูรินโญ ในฤดูกาล 2009-10 ขึ้นแท่นความสำเร็จครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร อินเตอร์ เอาชนะ โรมา 2 คะแนนคว้าแชมป์เซเรีย อา และชนะ 1-0 ในโคปปา อิตาเลีย รอบชิงชนะเลิศ แต่จุดสูงสุดของพวกเขาคือการเอาชนะบาร์เซโลนาในรอบรองชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

เกมดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นการเป็นคู่รักคู่แค้นของ มูรินโญ – กวาร์ดิโอลา ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา โดย  อินเตอร์ มิลาน เอาชนะ บาร์เซโลนา ไปด้วยผลต่างประตูรวม 3-2 การบุกไปเอาชนะที่คัมป์ นู 1-0 เป็นผลงานการเล่นเกมรับระดับตำนาน อินเตอร์ มิลาน สามารถหยุดความร้อนแรงของ บาร์เซโลนา ลงได้ โดยหลังผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ดีเอโก้ มิลิโต้ กดสองประตูพาอินเตอร์เอาชนะบาเยิร์น มิวนิคที่ซานติอาโก้ เบอร์นาเบว คว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1965

ยูเวนตุส – ฤดูกาล 1983-84

ยูเวนตุส  คว้าดับเบิลและเทรเบิลแชมป์ในประเทศมาครองได้หลายสมัยในช่วงเวลาของพวกเขา ด้วยจำนวน 35 แชมป์กัลโช เซเรียอา ,13 แชมป์โคปปา อิตาเลีย และ 8 แชมป์ซูเปอร์โคปปา หนึ่งในฤดูกาลที่โดดเด่นของพวกเขาคือฤดูกาล 1983-84 ซึ่งเป็นปีที่พวกเขาคว้าดับเบิลแชมป์ – กัลโช เซเรีย อา และแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอ์ส คัพ สมัยแรกของพวกเขา

ทีมชุดระดับตำนานนำมาโดย มิเชล พลาตินี, เปาโล รอสซี ภายใต้การคุมทีมของ โจวาสนนี ตราปัตโตนี ที่เบียดโรมาคว้าแชมป์ลีก และเอาชนะปารีส แซงต์-แชร์กแมง, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ปอร์โต้ ในเส้นทางการคว้าแชมป์คัพ วินเนอร์ส คัพของพวกเขา และด้วยการเป็นแชมป์ลีกทำให้พวกเขาผ่านเข้าไปเล่นในในยูโรเปี้ยน คัพ ซึ่งพวกเขาคว้าแชมป์ได้เป็นสมัยแรกในฤดูกาลต่อมา ซึ่งในรอบชิงปีนั้นถูกพังทลายลงด้วยโศกนาฏกรรมเฮย์เซล

ลิเวอร์พูล – ฤดูกาล 1983-84

ถือเป็นเรื่องบังเอิญอย่างไม่น่าเชื่อที่ ฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมที่สุดของลิเวอร์พูลเกิดขึ้นในปีเดียวกันกับปีแรกหลังการรีไทร์ของ บ็อบ เพสลีย์ โดยเป็น โจ ฟาแกน ที่รับช่วงต่อและพาทีมคว้าแชมป์ 3 รายการเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ เอียน รัช ระเบิดฟอร์มทำ 47 ประตูในทุกรายการ โดยเป็น 32 ประตูในลีกเฉือนเซาแธมป์ตัน 3 คะแนน ก่อนเอาชนะเอฟเวอร์ตัน ในเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้ ในนัดชิงฯลีก คัพ นัดรีเพลย์

ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ 3 สมัยภายใต้การคุมทีมของ เพสลีย์ ก่อนที่จะคว้าแชมป์ได้อีกสมัยหลังเอาชนะโรมาในการดวลจุดโทษได้สำเร็จ

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ – ฤดูกาล 2018-19

ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่ติดลิสต์จัดอันดับทีมที่สอง เขาพาแมนเชสเตอร์ ซิตี้ สร้างผลงานสุดยอดเยี่ยมในฤดูกาลปี 2017-2019 แมนฯซิตี้ สร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมแรกที่เก็บแต้มได้ถึง 100 คะแนนในพรีเมียร์ลีก ซึ่งพวกเขาครองความยิ่งใหญ่ในประเทศได้อย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน

ซิตี้ คว้าแชมป์ทุกอย่างในประเทศทั้ง พรีเมียร์ลีก, เอฟเอ คัพ, ลีก คัพ และ คอมมูนิตี้ ชิลด์ โดยชัยชนะ 6-0 เหนือวัตฟอร์ดในเกมเอฟเอ คัพ นัดชิงฯถือเป็นอีกหนึ่งน่าประวัติศาสตร์ที่ถูกพูดถึง ความสำเร็จในแชมเปี้ยนส์ ลีก ถือเป็นจุดบอดที่แมนฯซิตี้ยังคงตามหา หลังแพ้ให้กับท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ แต่การสร้างผลงานในการก้าวไปเป็นทีมที่ดีที่สุดในอังกฤษ ด้วยการชนะ 14 นัดรวดจนจบฤดูกาลทำให้พวกเขาคว้าแชมป์ลีกเหนือลิเวอร์พูลได้สำเร็จ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด – ฤดูกาล 1998-99

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลายเป็นทีมแรกที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก, แชมเปี้ยนส์ ลีก และ เอฟเอ คัพ มาครองในฤดูกาล 1998-99 และทำได้แบบน่าตื่นตาตื่นใจ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พาทีมเฉือนอาร์เซนอล 1 คะแนนคว้าแชมป์ลีกในเกมนัดสุดท้าย แย่งไม่ให้ไอ้ปืนใหญ่คว้าแชมป์ลีกได้เป็นฤดูกาลที่สองติดต่อกัน หลังพวกเขาเพิ่งคว้าดับเบิลแชมป์มาในฤดูกาลก่อน

ยูไนเต็ด เจอเส้นทางยากลำบากในฟุตบอลถ้วย หลังต้องเอาชนะทั้ง ลิเวอร์พูล, เชลซี และ อาร์เซนอล ในเส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศ ก่อนได้ เท็ดดี้ เชอริงแฮม และ พอล สโคลส์ ทำคนละประตูช่วยทีมเอาชนะ นิวคาสเซิล 2-0 คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ มาครอง

ต่อมาจุดสูงสุดของพวกเขา ในฟุตบอลยุโรป หลังต้องเจอทั้ง บาร์เซโลนา, บาเยิร์น มิวนิค, อินเตอร์ มิลาน และ ยูเวนตุส ในเส้นทางสู่นัดชิงฯที่คัมป์ นู โดยเป็น เชอริงแฮม และ โอเล กุนนาร์ โซลชา ทำประตูช่วงทดเจ็บใส่บาเยิร์น พาทีมคว้าแชมป์ด้วยการคัมแบ็คกลับมาที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล

เปแอสเช – ฤดูกาล 2014-15, 2015-16

ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เป็นเพียงสโมสรดียวที่คว้าแชมป์ 4 รายการในประเทศได้ในฤดูกาลเดียว และพวกเขาทำได้ถึง 2 ครั้งภายใต้การคุมทีมของ โลร็องต์ บลองก์ เปแอสเชคว้าแชมป์ ลีกเอิง, คูป เดอ ฟรองซ์, คูป เดอ ลา ลีก และ ทรอเฟเดช็องปียง มาครอง  2 ปีติดต่อกัน โดย  ซลาตัน อิบราฮิโมวิช และ เอดินสัน คาวานี เป็นสองดาวยิงของพวกเขา

แม้ความล้มเหลวบนเวทียุโรปจะเป็นจุดด้างพล้อยของพวกเขา หลังต้องตกรอบแชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศ 2 ปีติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังสร้างสถิติใหม่ได้อีกครั้งภายใต้การคุมทีมของ อูไน เอเมรี ในฤดูกาล 2017-18 ที่พวกเขาเอาชนะแชมป์ 4 รายการในประเทศได้อีกสมัย

ปอร์โต้ – ฤดูกาล 2003-04

โชเซ มูรินโญ ติดอันดับในลิสต์เป็นครั้งที่สอง โดยเป็นการพาปอร์โต้คว้าแชมป์ลีกและแชมเปี้ยนส์ ลีก เช่นเดียวกับการคว้า ซูเปอร์ คัพ และผ่านเข้ารอบชิง โปรตุเกส คัพ ปอร์โต้คว้าแชมป์ลีก, ฟุตบอลถ้วย และยูฟ่า คัพ มาครองเป็นเทรเบิลแชมป์ในฤดูกาลก่อนหน้านี้ ซึ่งพวกเขากลับมาทำได้อีกครั้งในฤดูกาล 2010-11 แต่แชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ยังคงเป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา

ด้วยนักเตะอย่าง ริคาร์โด้ คาร์วัลโญ, เดโก้ และ เบนนี แม็คคาร์ธีย์ พาปอร์โต้คว้าแชมป์ลีกโดยมีคะแนนนำห่างถึง 8 คะแนน ขณะที่ในแชมเปี้ยนส์ ลีก พวกเขาผ่านด่านใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์​ ยูไนเต็ด ก่อนเอาชนะโมนาโก 3-0 คว้าแชมป์ไปครองอย่างยิ่งใหญ่

เรนเจอร์ส – ฤดูกาล 1975-76

แชมป์ 4 รายการในประเทศให้คว้า เรนเจอร์สคว้าได้ทั้งหมด 4 รายการ ทำให้พวกเขาก้าวไปเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมที่สุดในสก็อตแลนด์ในฤดูกาล 1975-76 ลูกทีมของ แจ็ค วอลเลซ์ เริ่มต้นฤดูกาลด้วยการเอาชนะเซลติก 2-1 ในเกมนัดเปิดสนามของฤดูกาล  ซึ่งฤดูกาลนั้นจบลงด้วยการที่พวกเขาคว้าแชมป์ด้วยคะแนนทิ้งห่าง 6 คะแนน

เรนเจอร์ส ยังเอาชนะ เซลติก ได้อีกครั้งในสก็อตติช ลีก คัพ และ กลาสโกว์ คัพ ก่อนเอาชนะ ฮาร์ท ในสก็อตติช คัพ รอบชิงฯ แม้จะตกรอบยูโรเปี้ยน คัพ รอบ 2 ด้วยน้ำมือ เซนต์-เอเตียน

เรอัล มาดริด – ฤดูกาล 2016-17

ภายใต้การคุมทีมของ ซีเนดีน ซีดาน เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ 4 ใบเป็นครั้งแรกในสโมสรของเขาเมื่อย้อนกลับไปในฤดูกาล 2016-17 คว้าแชมป์ซูเปอร์ คัพ เหนือเซบีญาช่วงต้นฤดูกาล ก่อนเอาชนะ คาชิมา อันท์เลอร์ส 4-2 ในสโมสรโลกในช่วงสิ้นปีนั้น

ต่อมา พวกเขาคว้าแชมป์ลีกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี โดยเฉือนบาร์เซโลนาคว้าแชมป์ลีก แม้ในปีนั้นยอดทีมจากคาตาลันจะยิงในลีกไปได้ถึง 116 ประตูก็ตาม หลังจากเขี่ยทั้ง นาโปลี, บาเยิร์น มิวนิค และ แอตเลติโก้ ในแชมเปี้ยนส์ ลีก มาดริด เอาชนะ ยูเวนตุส 4-1 ในรอบชิง คว้าแชมป์ UCL สมัยที่ 3 ใน 4 ปี และเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ – ฤดูกาล 1960-61

เส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2019 ยังคงเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขาในยุคปัจจุบัน แต่มันไม่อาจเทียบกับทีมชุดแชมป์ลีกและเอฟเอ คัพ ในฤดูกาล 1960-61 สเปอร์ส คว้าแชมป์ 2 รายการดังกล่าวมาได้ก่อนหน้านี้แล้ว แต่ทีมของ บิลล์ นิโคลสัน คว้าดับเบิลแชมป์มาครองเป็นครั้งแรก และมันยังคงเป็นความสำเร็จครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์สโมสร

บ็อบบี้ สมิธ ทำไป 33 ประตู ตามมาด้วย เลส อัลเลน 26 ประตู และ คลิฟฟ์ โจนส์ 20 ประตู พวกเขาเอาชนะ 15 เกมจาก 16 นัดในดิวิชั่นหนึ่ง โดยพวกเขาจบฤดูกาลด้วยแชมป์ลีกโดยมีคะแนนนำห่างเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ 8 คะแนน และเอาชนะเลสเตอร์ ซิตี้ 2-0 ในเกมเอฟเอ คัพ นัดชิงฯที่เวมบลีย์ต่อหน้าผู้ชมเรือน 100,000 คน

และนี่คือ 20สุดยอดทีมในประวัติศาสตร์ลีกยุโรป

สมัครสมาชิกใหม่ MM88UP.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เกี่ยวกับเรา

ทางเรามี ทีเด็ดบอลวันนี้ วิเคราะห์บอลวันนี้ ตารางบอล โปรแกรมบอลวันนี้ บอลสเต็ป บอลเต็ง บอลเดี่ยว บอลชุด บอลวันนี้ ที่ผ่านการวิคราะห์จากทีมงานคุณภาพมาเป็นอย่างดี และอัพเดทตลอด 24ชั่วโมง แจกทีเด็ดบอลให้ฟรีๆแบบ VIP สามารถติดตามได้ทั้งทางหน้าเว็บและทาง Line ทางเข้า MM88 สมัคร MM88 MM88BET